การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในประเทศไทย

17
Mar2018

การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในประเทศไทย

การจดเครื่องหมายการค้า
เครื่องหมายการค้าหรือตราสินค้า เปรียบเสมือนเครื่องมือทางการตลาดให้ลูกค้าได้จดจำได้ แต่หากใช้เพียงอย่างเดียวแต่มิได้จดทะเบียนคุ้มครองสิทธิไว้ ปัญหาที่ตามมาอาจถูกผู้อื่นนำเครื่องหมายนี้ไปจดทะเบียน ดังนั้น ผู้ประกอบการจึงควรคำนึงถึงเรื่องการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้ด้วย การยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า เครื่องหมายจะต้องมีองค์ประกอบ 3 ลักษณะ คือ จะต้องมีลักษณะบ่งเฉพาะ เป็นเครื่องหมายการค้าที่ไม่มีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย และไม่เป็นเครื่องหมายการค้าที่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าที่บุคคลอื่นได้จดทะเบียนไว้แล้วจึงจะได้รับจดทะเบียน หากเจ้าของได้ใช้เครื่องหมายการค้ากับสินค้าของคุณเป็นเวลานาน ๆ อาจทำให้เป็นที่รู้จักทั่วประเทศ และสร้างรายได้ จึงทำให้เครื่องหมายการค้านั้น ๆ มีมูลค่าสูงทางเศรษฐกิจดังเช่น เครื่องหมายการค้า โคคาโคล่า หรือไมโครซอฟท์ เป็นต้น ที่เครื่องหมายการค้ามีมูลค่าหลายพันล้านบาท
เครื่องหมายที่จะขอจดทะเบียนจะต้องเป็น ภาพถ่าย ภาพวาด ภาพประดิษฐ์ ตราชื่อ คำ ข้อความ ตัวหนังสือ ตัวเลข ลายมือชื่อ กลุ่มของสี รูปร่างหรือรูปทรงวัตถุ หรือสิ่งเหล่านี้อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างประกอบกันเป็นเครื่องหมาย เจ้าของเครื่องหมายจึงควรที่จะคิดสร้างสรรค์เครื่องหมายด้วยตนเอง จะได้ไม่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้ สำหรับสินค้าจำพวกเดียวกัน หรือต่างจำพวกที่สินค้ามีลักษณะอย่างเดียวกัน โดยการตรวจสอบเครื่องหมายก่อนยื่นคำขอจดทะเบียน ขั้นตอนการขอจดทะเบียนโดยยื่นคำขอจดทะเบียนและชำระค่าธรรมเนียมตามจำนวนรายการสินค้าหรือบริการที่จะจดทะเบียนอย่างละ 1000 บาท และชำระค่าธรรมเนียมตามจำนวนสินค้า/บริการอีก อย่างละ 600 บาท เพื่อนายทะเบียนสั่งรับจดทะเบียนภายหลังครบกำหนดประกาศโฆษณาและไม่มีผู้คัดค้านการจดทะเบียน
เมื่อเครื่องหมายการค้าได้รับจดทะเบียนแล้ว เจ้าของจะมีสิทธิต่าง ๆ ในเครื่องหมายการค้าแต่เพียงผู้เดียวเป็นระยะเวลา 10 ปี นับตั้งแต่วันที่ยื่นจดทะเบียน ได้แก่ สิทธิในการใช้เครื่องหมายการค้าสำหรับสินค้าในการที่ได้จดทะเบียนไว้ สิทธิในการทำสัญญาอนุญาตให้ผู้อื่นใช้เครื่องหมายการค้า สิทธิในการโอนเครื่องหมายการค้า สิทธิในการฟ้องร้องและเรียกค่าสินไหมทดแทนในกรณีที่มีผู้ละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้า นอกจากนี้ยังมีสิทธิในการใช้สีเครื่องหมายการค้าได้ทุกสี(กรณีจดทะเบียนแบบไม่จำกัดสี) ประโยชน์ของการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า เพื่อที่จะทำให้ผู้บริโภคสามารถจดจำหรือเรียกขานสินค้าของเจ้าของเครื่องหมายการค้านั้น ทำให้ผู้บริโภคสามารถแยกแยะเพื่อเลือกซื้อสินค้าเจ้าของเครื่องหมายนั้นได้ โดยไม่สับสนกับสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าอื่น ๆ ด้วย

นายสมหวัง เพชรโชติ
เจ้าหน้าที่วิเคราะห์งานทะเบียนการค้า

17
Mar2018

การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าโดยใช้ชื่อตัว ชื่อสกุล ชื่อนิติบุคคล ชื่อทางการค้า

การนำชื่อตัว ชื่อสกุล ชื่อเต็มของนิติบุคคล ชื่อทางการค้าไปจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า
1. หลักเกณฑ์ที่เหมือนกันในการนำชื่อตัว ชื่อสกุล ชื่อเต็มของนิติบุคคล และชื่อทางการค้าไปจดทะเบียนเป็นเครื่องหมายการค้าได้ คือ
1. ต้องแสดงโดยลักษณะพิเศษ
2. ต้องไม่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าโดยตรง และ
3. ต้องไม่เป็นชื่อทางภูมิศาสตร์
1. แสดงโดยลักษณะพิเศษ หมายถึงลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้
1.1 ตัวอักษรที่เขียนต่างจากอักษรตัวพิมพ์ธรรมดา และตัวคอมพิวเตอร์
1.2 ตัวอักษรที่มีลักษณะเกาะเกี่ยวกัน
1.3 ตัวอักษรที่มีลักษณะเป็นตัวโปร่งและตัวทึบ
1.4 ตัวอักษรที่เขียนเป็นลวดลาย
1.5 ตัวอักษรที่เขียนเป็นเส้นหนาบางไม่เท่ากัน
นายพิบูล ตันศุภผล (นบ., นบท.)
นายทะเบียนเครื่องหมายการค้า

17
Mar2018

การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าโดยใช้ชื่อโดเมนเนม ( DOMAIN NAME)

ชื่อโดเมนเนม ( DOMAIN NAME) หมายถึง ชื่อที่ใช้ระบุลงในคอมพิวเตอร์ (เช่น เป็นส่วนหนึ่งของที่อยู่เว็บไซต์ หรืออีเมล์แอดเดรส) เพื่อไปค้นหาในระบบ โดเมนเนมซีสเทม เพื่อระบุถึง ไอพีแอดเดรส ของชื่อนั้นๆ เป็นชื่อที่ผู้จดทะเบียนระบุให้กับผู้ใช้เพื่อเข้ามายังเว็บไซต์ของตน บางครั้ง เราอาจจะใช้ “ที่อยู่เว็บไซต์” แทนก็ได้
โดเมนเนม หรือ ชื่อโดเมน เป็นชื่อที่ตั้งขึ้นเพื่อให้ง่ายต่อการจดจำ เนื่องจากไอพีแอดเดรสนั้นจดจำได้ยากกว่า และเมื่อการเปลี่ยนแปลงไอพีแอดเดรส ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องรับรู้หรือจดจำไอพีแอดเดรสใหม่ ยังคงใช้โดเมนเนมเดิมได้ต่อไป
คำนิยามชื่อโดเมนเนมจะเห็นได้ว่า ในความเห็นของนายทะเบียนและคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าถือว่าไม่อาจรับจดทะเบียนให้ได้ เพราะถือว่าไม่เป็นเครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามนัยมาตรา 7 วรรคแรกแห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2543 ที่บัญญัติว่า เครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะบ่งเฉพาะ ได้แก่ เครื่องหมายการค้าอันมีลักษณะที่ทำให้ประชาชนหรือผู้ใช้สินค้านั้นทราบและเข้าใจได้ว่า สินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้านั้นแตกต่างไปจากสินค้าอื่น
แต่เมื่อได้มีการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าแล้ว ผู้เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้านั้นอาจนำชื่อเครื่องหมายการค้านั้นไปจดทะเบียนเป็นชื่อโดเมนเนมได้เพราะหลักเกณฑ์การจดทะเบียนโดยเมนเนมนั้นไม่มีอะไรยุ่งยาก และไม่มีข้อห้ามมากมายเนื่องจากไม่มีกฎหมายรองรับ ฉะนั้น จึงเกิดปัญหาในการแย่งสิทธิในชื่อโดเมนเนมเนื่องจากมีการนำชื่อเครื่องหมายการค้าไปจดโดยที่ตนเองมิได้เป็นเจ้าของสิทธิในเครื่องหมายการค้านั้น

นายพิบูล ตันศุภผล (นบ., นบท.)
นายทะเบียนเครื่องหมายการค้า

17
Mar2018

การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าโดยไม่ต้องมีการประกาศโฆษณา

การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าโดยไม่ต้องมีการประกาศโฆษณา
พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้าพ.ศ.2534 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2543 มาตรา 29 ได้บัญญัติไว้ทำนองเดียวกัน โดยกำหนดให้เมื่อนายทะเบียนพิจารณาแล้วเห็นควรรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ารายใด ให้นายทะเบียนมีคำสั่งให้ประกาศโฆษณาคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้น โดยการประกาศลงในหนังสือประกาศโฆษณาคาขอจดทะเบียน หรือเรียกอีกอย่างว่า หนังสือประกาศโฆษณาคาขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า

ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้ำ พ.ศ.2534 มาตรา 41 ได้บัญญัติว่า “ ในกรณีที่ผู้คัดค้านตามมาตรา 35 เป็นผู้ซึ่งได้ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าที่ตนคัดค้านนั้น และมีคำวินิจฉัยหรือคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดว่าผู้คัดค้านมีสิทธิดีกว่าผู้ถูกคัดค้าน ถ้าเครื่องหมายการค้าที่ผู้คัดค้านขอจดทะเบียนนั้นมีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียนได้ตามาตรา 6 และการขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้นถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ ให้นายทะเบียนจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้น ตามวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวงโดยไม่ต้องประกาศโฆษณาคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของผู้คัดค้านอีก ”

มาตรา 41 นี้ ได้สร้างหลักเกณฑ์ของกฎหมายเครื่องหมายการค้าขึ้นมาใหม่แตกต่างจากกฎหมายเครื่องหมายการค้าเก่า คือ นายทะเบียนสามารถรับจดทะเบียนคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของผู้คัดค้านได้ โดยไม่ต้องมีการประกาศโฆษณาเครื่องหมายการค้านั้น โดยมีหลักเกณฑ์ดังนี้
1. ผู้คัดค้านจะต้องยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของผู้ถูกคัดค้าน
2. การคัดค้านนั้น ผู้คัดค้านจะต้องอ้างประเด็นว่าตนมีสิทธิดีกว่าผู้ถูกคัดค้าน
3. มีคำวินิจฉัยหรือคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดว่าผู้คัดค้านมีสิทธิดีกว่าผู้ถูกคัดค้าน และ
4. เมื่อขณะที่จะรับจดทะเบียน เครื่องหมายการค้าของผู้คัดค้านจะต้องมีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 ไม่ต้องห้ามรับจดทะเบียนตามมาตรา 8 และไม่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ยื่นเข้ามาในภายหลัง รวมทั้งการยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของผู้คัดค้านจะต้องถูกต้องตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า

นายพิบูล ตันศุภผล ( นบ., นบท.) นายทะเบียนเครื่องหมายการค้า

17
Mar2018

การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าโดยใช้ธงชาติไทยหรือสีแถบของธงชาติไทย

คำพิพากษาเกี่ยวกับเรื่องการประดิษฐ์รูป อักษร หรือเครื่องหมายอื่นใดลงบนผืนธง เป็นความผิดทางอาญาได้ ตัวอย่าง คำพิพากษาฎีกาที่ 3898/2525 “ เครื่องหมายพรรคการเมืองของผู้ร้องเป็นรูปวงกลม 2 วงซ้อนกัน โดยวงกลมเล็กอยู่ภายในวงกลมใหญ่ พื้นระหว่างเส้นรอบวงกลมใหญ่กับวงกลมเล็กเป็นสีขาว มีชื่อพรรคปฎิวัติกับข้อความอุดมการณ์ของพรรคลงไว้ ส่วนภายในวงกลมเล็กพื้นส่วนใหญ่ตอนบนเป็นสีฟ้า พื้นตอนล่างเป็นสีเขียวแสดงเป็นผืนนา มีรูปธรรมจักรทับด้วยพานรัฐธรรมนูญอยู่กลางวงกลมเล็ก มีแถบสีธงชาติลอยอยู่ข้างรูปธรรมจักรข้างละอัน แถบสีธงชาติแต่ละชิ้นโค้งขนานกับวงล้อของธรรมจักรและขนานกับเส้นรอบวงของวงกลมเล็ก ส่วนบนของแถบสีธงชาติแต่ละชิ้นสูงกว่ารูปธรรมจักรเล็กน้อย และส่วนล่างก็ต่างลงไปกว่ารูปธรรมจักรเล็กน้อย รูปธรรมจักรและแถบสีธงชาติไทยอยู่ในส่วนที่พื้นเป็นสีฟ้า พานรัฐธรรมนูญและซี่ธรรมจักรเป็นสีเหลือง พื้นระหว่างซี่ธรรมจักรเป็นสีขาว ลักษณะเครื่องหมายดังกล่าวของพรรคการเมืองผู้ร้องเป็นการประดิษฐ์รูปธรรมจักรทับด้วยพานรัฐธรรมนูญอยู่ในกรอบสีฟ้าในแถบสีธงชาติ ต้องห้ามตาม พระราชบัญญัติ ธง พ.ศ.2522 “
ต้องไม่กระทำการใด ๆ อันมีลักษณะเป็นการเหยียดหยามต่อธง รูปจำลองธง หรือแถบสีธงที่ได้บัญญัติกำหนดลักษณะไว้ในพระราชบัญญัติธง พ.ศ.2522 หรือตามที่กำหนดในกฎกระทรวงซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติธง พ.ศ.2522 มาตรา 54 ซึ่งต้องระวางโทษจาคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจาทั้งปรับ
นอกจากนั้นในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 118 ก็ได้บัญญัติไว้ด้วยว่า ผู้ใดกระทำการใด ๆ ต่อธงหรือเครื่องหมายอื่นใดอันมีความหมายถึงรัฐ เพื่อเหยียดหยามประเทศชาติ ต้องระวางโทษจาคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจาทั้งปรับ
คำพิพากษาฎีกาที่ 2097/2497 จำเลยซื้อถุงเท้าซึ่งวางขายโดยมิได้นึกคิดว่าคล้ายสีธงชาติไทยรวมปรากฎตัวในที่สาธารณะสถาน เพียงเท่านี้ยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนาดูหมิ่นต่อธงชาติไทย การกระทำของจำเลยขาดเจตนาตามกฎหมาย
คำพิพากษาฎีกาที่ 588/2509 จำเลยเมาสุราใช้อาวุธปืนยิงธงชาติไทย เนื่องด้วยฤทธิ์สุรา มิได้เจตนาจะเหยียดหยามประเทศชาติ ไม่มีความผิดตามมาตรา 118
คำพิพากษาฎีกาที่ 5199/2533 จำเลยฉีกธงชาติไทยอันมีความหมายถึงรัฐเพื่อเหยียดหยามประเทศชาติ และยังใช้ไม้ตีทุบเกศเศียรพระพุทธรูปอันเป็นที่เคารพในทางศาสนาของพุทธศาสนิกชน อันเป็นการเหยียดหยามศาสนา อันเป็นคนละเจตนา แต่ละเจตนาเป็นความผิดในตัวเองแยกจากกันเป็นความผิดคนละกระทง แม้กระทำต่อเนื่องกัน และแต่ละกระทงดังกล่าวคือเจตนาในการทำให้เสียทรัพย์เช่นเดียวกัน จึงเป็นความผิดต่อหลายบทในแต่ละกระทงกล่าวคือ จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 118,360, 90 กระทงหนึ่ง และมาตรา 206,360 ทวิ,90 อีกกระทงหนึ่ง
พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2543 มาตรา 8 ได้บัญญัติไว้ว่า เครื่องหมายการค้าที่มีหรือประกอบด้วยลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ ห้ามมิให้รับจดทะเบียน คือ ….(2) ธงชาติของประเทศไทย ธงพระอิสริยยศ หรือธงราชการ…. ดังนั้นการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่มีรูปธงชาติไทยอยู่ในตัวเครื่องหมายการค้านั้นด้วย นายทะเบียนจึงไม่อาจรับจดทะเบียนให้ได้ทั้งตัวเครื่องหมาย
การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่มีหรือประกอบด้วยธงชาติของประเทศไทยนั้น กฎหมายเครื่องหมายการค้าห้ามนายทะเบียนรับจดทะเบียนโดยเด็ดขาด แต่การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าโดยมีหรือประกอบด้วยธงชาติหรือเครื่องหมายประจำชาติของรัฐต่างประเทศนั้น กฎหมายเครื่องหมายการค้าก็ห้ามนายทะเบียนรับจดทะเบียน เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากผู้ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ของรัฐต่างประเทศนั้น

นายพิบูล ตันศุภผล ( นบ., นบท.) นายทะเบียนเครื่องหมายการค้า

17
Mar2018

การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าระหว่างประเทศ พิธีสารกรุงมาดริด (MADRID PROTOCOL)

1. ความเป็นมา
ปัจจุบันผู้ประกอบการค้า ได้ใช้เครื่องหมายการค้าเป็นเครื่องมือนำทางการค้า ทั้งภายในประเทศและการส่งออกสินค้าไปจำหน่ายยังต่างประเทศ เจ้าของเครื่องหมายการค้าจึงมีความจำเป็นต้องจดทะเบียนขอรับความคุ้มครองสิทธิในประเทศต่าง ๆ ก่อนส่งสินค้าไปจำหน่าย เพื่อป้องกันปัญหาการละเมิดเครื่องหมายการค้า และมิให้ผู้ใดนำเครื่องหมายการค้าของตนไปจดทะเบียนในต่างประเทศโดยมิได้เป็นเจ้าของ กรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้มีนโยบายในการส่งเสริมการให้บริการขอรับความคุ้มครองเครื่องหมายการค้าในต่างประเทศด้วยความสะดวก รวดเร็ว และประหยัดค่าใช้จ่าย ด้วยการศึกษาแนวทางการเข้าเป็นภาคีพิธีสารกรุงมาดริด (Madrid Protocol)
2. พิธีสารกรุงมาดริด (Madrid Protocol)
2.1 วิธีการเข้าเป็นภาคี/ประโยชน์ที่จะได้รับจากการเข้าเป็นภาคี
ประเทศที่ประสงค์จะเข้าเป็นภาคีสมาชิกของพิธีสารกรุงมาดริดสามารถแสดงความจำนงขอสมัครเข้าเป็นภาคีได้ที่องค์การทรัพย์สินทางปัญญาแห่งโลก (WIPO) ทั้งนี้ ประเทศดังกล่าวจะต้องเป็นภาคีอนุสัญญากรุงปารีสว่าด้วยการคุ้มครองทรัพย์สินอุตสาหกรรม (Paris Convention of the Protection of Industrial Property) เสียก่อน จึงจะมีสิทธิสมัครได้
หากประเทศไทย เข้าเป็นภาคีพิธีสารกรุงมาดริด ผู้ประกอบการหรือผู้ส่งออกของไทยก็จะได้รับประโยชน์ที่จะสามารถยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า เพื่อขอรับความคุ้มครองในประเทศต่าง ๆ ได้ หลายประเทศในคราวเดียวกัน โดยยื่นคำขอจดทะเบียนเพียงคำขอเดียว ใช้เพียงภาษาเดียว(อังกฤษ ฝรั่งเศส หรือสเปน) และเสียค่าธรรมเนียมเพียงครั้งเดียว ซึ่งก็จะทำให้ได้รับความสะดวก รวดเร็วในการยื่นคำขอจดทะเบียน และประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทางอีกด้วย
2.2 ขั้นตอนการจดทะเบียน
2.2.1 การยื่นคำขอ
ให้ยื่นต่อสำนักงานระหว่างประเทศ (International Bureau) ขององค์การ
ทรัพย์สินทางปัญญาแห่งโลก (WIPO) โดยยื่นผ่านสำนักงานทะเบียนต้นกำเนิดของประเทศผู้ขอ ซึ่งจะดำเนินการตรวจสอบและรับรองว่าเครื่องหมายที่ยื่น สินค้าและ/หรือบริการที่ระบุ เหมือนกับคำขอรากฐาน (Basic Application) หรือทะเบียนรากฐาน (Basic Registration)
คำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่จะนำไปยื่นขอจดทะเบียนระหว่างประเทศตามพิธีสารกรุงมาดริดได้นั้น ต้องเป็นคำขอที่มีการยื่นขอจดทะเบียน หรือได้รับการจดทะเบียนไว้แล้วในประเทศต้นกำเนิด
2.2.2 การจดทะเบียน
การจดทะเบียนแบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอน คือ
1. ขั้นตอนระหว่างประเทศ
เมื่อสำนักงานระหว่างประเทศได้รับคำขอจดทะเบียน จะดำเนินการตรวจสอบเบื้องต้น (Formal Examination) ในเรื่องความสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ของพิธีสารกรุงมาดริดและกฎข้อบังคับพิธีสารกรุงมาดริด (Common Regulations) การระบุจำพวกและรายการสินค้าและ/หรือบริการ ว่าเป็นไปตาม Nice Classification หรือไม่ รวมทั้งการชำระค่าธรรมเนียม
หากมีข้อบกพร่อง สำนักงานระหว่างประเทศจะแจ้งไปยังประเทศที่มีการยื่นคำขอและผู้ยื่นคำขอ ทั้งนี้ ผู้ยื่นคำขอจะต้องแก้ไขภายใน 3 เดือน มิฉะนั้นจะถือว่าละทิ้งคำขอ
2. ขั้นตอนในประเทศ
เมื่อประเทศภาคีที่ผู้ยื่นคำขอประสงค์จะได้รับความคุ้มครองได้รับคำขอแล้ว จะดำเนินการตรวจสอบคำขอดังกล่าวตามขั้นตอนปกติที่ใช้สำหรับการตรวจสอบคำขอที่ยื่นในประเทศ โดยจะตรวจสอบเนื้อหาสาระ (Substantive Examination) โดยตรวจสอบตามกฎหมายภายในของตน เช่น ตรวจสอบความเหมือนคล้าย ลักษณะบ่งเฉพาะหรือลักษณะต้องห้าม เป็นต้น หากมีข้อบกพร่องต้องดำเนินการแก้ไขตามกฎหมายภายในของประเทศนั้น ๆ
หากมีเหตุที่ต้องปฏิเสธการรับจดทะเบียน จะต้องแจ้งให้สำนักงานระหว่างประเทศทราบภายในกำหนด 12 เดือน หรือ 18 เดือน หรือหลังจากนั้น (กรณีมีคำร้องคัดค้าน)มิฉะนั้นจะถือว่าเครื่องหมายดังกล่าวได้รับการจดทะเบียนในประเทศที่ขอจดทะเบียนนั้นแล้ว
2.2.3 วันจดทะเบียน
มี 2 กรณี ดังนี้
1) คือวันยื่นคำขอจดทะเบียนต่อสำนักงานทะเบียนต้นกำเนิด หากคำขอดังกล่าวถึงสำนักงานระหว่างประเทศภายใน 2 เดือน
2) หากเกิน 2 เดือน ให้ถือวันที่สำนักงานระหว่างประเทศได้รับคำขอเป็นวันจดทะเบียน
2.2.4 อายุความคุ้มครอง
10 ปี นับตั้งแต่วันรับจดทะเบียน และต่ออายุได้อีกคราวละ 10 ปี การต่ออายุสามารถต่ออายุได้ก่อนวันสิ้นอายุ 6 เดือน หรือหลังสิ้นอายุแล้วภายใน 6 เดือนก็ได้ แต่ต้องเสียค่าธรรมเนียมเพิ่มร้อยละ 50 ของค่าธรรมเนียมเบื้องต้น (Basic fee) ทั้งนี้ สามารถต่ออายุเฉพาะบางประเทศ หรือทุกประเทศที่ได้รับความคุ้มครองก็ได้
2.2.5 ค่าธรรมเนียม
ค่าธรรมเนียมการยื่นคำขอจดทะเบียนระหว่างประเทศมี 4 ประเภท คือ
1) Basic fee เป็นค่าธรรมเนียมเบื้องต้นสำหรับการยื่นคำขอจดทะเบียนระหว่างประเทศหนึ่งคำขอ
– เครื่องหมายขาว-ดำ 653 สวิสฟรังค์
– เครื่องหมายที่เป็นสี 903 สวิสฟรังค์
2) Supplementary fee เป็นค่าธรรมเนียมสำหรับจำพวกสินค้าและ/หรือบริการ ที่ยื่นขอจดทะเบียนเกิน 3 จำพวก โดยเสียค่าธรรมเนียมตั้งแต่จำพวกที่ 4 ขึ้นไป จำพวกละ 73 สวิสฟรังค์
3) Complementary fee เป็นค่าธรรมเนียมสำหรับประเทศที่ระบุเพื่อขอจดทะเบียน ประเทศละ 73 สวิสฟรังค์
4) Individual fee เป็นค่าธรรมเนียมเฉพาะประเทศ

3. การดำเนินงานของกรมทรัพย์สินทางปัญญา
3.1 กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ออกคำสั่งกรมทรัพย์สินทางปัญญาที่ 220/2548 ลงวันที่ 1 ธันวาคม 2548 เรื่อง แต่งตั้งคณะทำงานรับผิดชอบเกี่ยวกับการเข้าเป็นภาคีพิธีสารกรุงมาดริด โดยมีคณะทำงานประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเครื่องหมายการค้าของภาครัฐและภาคเอกชน รวมทั้งเจ้าหน้าที่สำนักเครื่องหมายการค้า กรมทรัพย์สินทางปัญญา
3.2 การศึกษาเปรียบเทียบการจดทะเบียนตามพิธีสารกรุงมาดริดกับพระราชบัญญัติ เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2543 ในประเด็นต่าง ๆ ดังนี้ ผู้มีสิทธิยื่นคำขอ แบบคำขอ ภาษาที่ใช้ จำพวกสินค้า ค่าธรรมเนียมสถานที่ยื่นคำขอ วันที่ถือว่าเป็นวันยื่นคำขอจดทะเบียนและวันจดทะเบียน การตรวจสอบ การประกาศโฆษณา การคัดค้าน อายุการคุ้มครอง การต่ออายุ การโอน การเพิกถอน ฯลฯ

Info : กรมทรัพย์สินทางปัญญา

17
Mar2018

การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและชื่อทางการค้าที่ซ้ำซ้อนกัน

บริษัทที่มีชื่อเสียงมักจะประสบปัญหาเมื่อบุคคลที่สามพยายามที่จะแสวงหาประโยชน์จากเครื่องหมายการค้าที่มีชื่อเสียง โดยการนำชื่อเครื่องหมายการค้า หรือ ส่วนหนึ่งของชื่อเครื่องหมายการค้าของบริษัทเหล่านั้นไปจดทะเบียนเป็นชื่อทางการค้า
การรับจดทะเบียนชื่อทางการค้าโดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้าที่กระทรวงพาณิชย์นั้นจะตรวจสอบตาม ระเบียบสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลางว่าด้วยการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนและบริษัท พ.ศ. 2549 ซึ่งมีหลัก คือ จะต้องไม่พ้อง หรือมีชื่อเรียกขานตรงกันหรือคล้ายคลึงกับชื่อนิติบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว และ ต้องไม่มีคำหรือข้อความใดที่ต้องห้าม เช่น พระนามของพระเจ้าแผ่นดิน ชื่อกระทรวง ทบวง กรม ชื่อที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน เป็นต้น โดยการพิจารณาจะไม่ตรวจสอบว่าชื่อทางการค้าดังกล่าวจะไปเหมือนหรือคล้ายกับชื่อเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้ยื่นจดทะเบียนไว้แล้วหรือไม่
ในกรณีดังกล่าวจะเกิดพบอยู่บ่อยครั้งซึ่งไม่มีกฎหมายใช้บังคับกับกรณีนี้ไว้โดยเฉพาะหากปรากฏว่ามีการกระทำจนถึงขนาดว่าเป็นการละเมิดจนถึงขั้นฟ้องร้องศาลจะใช้ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่เกี่ยวกับชื่อทางการค้า มาตรา 18 มาใช้บังคับ มาตรา 18 มีสาระสำคัญว่า “สิทธิของบุคคลในการที่จะใช้นามอันชอบที่จะใช้ได้นั้น ถ้ามีบุคคลอื่นโต้แย้งก็ดี หรือ บุคคลผู้เป็นเจ้าของนามนั้นต้องเสื่อมเสียประโยชน์เพราะการที่มีผู้อื่นมาใช้นามเดียวกันโดยมิได้รับอำนาจให้ใช้ก็ดี บุคคลผู้เป็นเจ้าของนามจะเรียกให้บุคคลนั้นระงับความเสียหายก็ได้ ถ้าและเป็นที่พึงวิตกว่าจะต้องเสียหายอยู่สืบไป จะร้องขอต่อศาลให้สั่งห้ามก็ได้
มาตรา 18 นั้นกล่าวถึงนามโดยทั่ว ๆ ไปซึ่ง หมายความรวมถึง นามบุคคล นามนิติบุคคล ชื่อทางการค้า ชื่อเครื่องหมายการค้า ชื่อเครื่องหมายบริการ ชื่อเครื่องหมายรับรอง ชื่อเครื่องหมายร่วม เป็นต้น
ดังปรากฏตัวอย่างในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9277/2547 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าอันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ในขณะที่ พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2474 ใช้บังคับอยู่ ดังนี้ โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า “โต๊ะกัง” และ “ตั้งโต๊ะกัง” ที่เป็นภาษาไทย จีน และอังกฤษ ซึ่งเขียนว่า “TOH KANG” และ “TANG TOH KANG” มาตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษของโจทก์ที่ 2 โดยใช้กับสินค้าจำพวกทองคำ คำดังกล่าวเป็นคำที่มีลักษณะบ่งเฉพาะ ไม่ได้มีความหมายว่าทองคำหรือเกี่ยวข้องกับทองคำแต่อย่างใด หากแต่เป็นชื่อสกุลของบรรพบุรุษของฝ่ายโจทก์ที่ประกอบกิจการค้าทองคำติดต่อกันมาตั้งแต่ก่อนปี 2464 เป็นเวลากว่า 80 ปีแล้ว และยังใช้คำว่า “ตั้งโต๊ะกัง” เป็นชื่อห้างหุ้นส่วนจำกัดโจทก์ที่ 1 ตลอดมาด้วย
ส่วนจำเลยที่ 1 เพิ่งมาประกอบกิจการร้านทองในลักษณะเดียวกับโจทก์ทั้งสองเมื่อปี 2515 และต่อมาในปี 2531 ถึงปี 2532 จำเลยทั้งสองนำชื่อเครื่องหมายการค้าของโจทก์ทั้งสองใช้เป็นชื่อห้างย่อมทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดว่าสถานประกอบการค้าทองของจำเลยทั้งสองเป็นสถานประกอบการค้าทองของโจทก์ทั้งสองหรือเป็นสถานประกอบการค้าทองที่โจทก์ทั้งสองมีส่วนรวมอยู่ด้วย เป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายจากการสับสนหรือหลงผิดดังกล่าวได้เช่นกัน เมื่อจำเลยทั้งสองไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ทั้งสองให้ใช้ชื่อทางการค้าคำว่า “โต๊ะกัง” เป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อสิทธิในชื่อทางการค้าของโจทก์ทั้งสอง แม้โจทก์จะไม่ได้ต่ออายุชื่อเครื่องหมายการค้าของตนจนแต่ก็ไม่ทำให้สิทธิในชื่อเครื่องหมายการค้าของโจทก์เสียไป โจทก์ทั้งสองย่อมมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองเนื่องจากการใช้ชื่อทางการค้าของโจทก์ทั้งสองโดยไม่ชอบนั้นได้ ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 18 และ มาตรา 420

17
Mar2018

การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ารูปร่างรูปทรงของวัตถุสอง-มิติ (2-dimensions) และ สาม-มิติ (3-dimensions) : ศึกษากรณี รูปทรงขวดของ เดอะ โคคา โคล่า คัมปนี

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 630/2551

การรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีหลักเกณฑ์ โดยสรุปคือต้องมีลักษณะบ่งเฉพาะ และไม่เป็นเครื่องหมายการค้าที่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่จดทะเบียนไว้แล้ว ในมาตรา 7 วรรคสอง มีหลักเกณฑ์ว่า (6) ภาพที่ประดิษฐ์ขึ้นให้ถือว่ามีลักษณะบ่งเฉพาะ เมื่อพิเคราะห์เครื่องหมายการค้า “รูปขวด” ของโจทก์ที่ขอจดทะเบียนที่มีลักษณะบ่งเฉพาะพิเศษโดยมีส่วนเว้า ส่วนนูน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งมีลวดลายเป็นจุดที่เว้าลึกรอบขวดในระยะที่ห่างเท่ากันแล้ว เห็นว่า รูปขวดของโจทก์มีลักษณะไม่เหมือนรูปขวดทั่วไป แต่เป็นภาพที่ประดิษฐ์ขึ้นตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้าฯ มาตรา 7 วรรคสอง (6) ซึ่งถือได้ว่าเป็นเครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะบ่งเฉพาะในตัวเองที่ทำให้ประชาชนผู้ใช้สินค้าทราบและเข้าใจได้ว่า สินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์นั้นแตกต่างไปจากสินค้าอื่น เครื่องหมายการค้ารูปขวดของโจทก์จึงเป็นเครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 ตามคำนิยามใหม่ในบทบัญญัติมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2543 ซึ่งให้คำนิยามคำว่าเครื่องหมายหมายความรวมถึง “…รูปร่างหรือรูปทรงของวัตถุ…” ดังนั้นรูปร่างรูปทรงจึงมีความหมายรวมถึง 2-dimensions สอง-มิติ เกิดจากการเขียนภาพ บนกระดาษ ในแนวตั้ง และแนวนอน โดยภาพจะเป็นแค่ด้านกว้างและยาว 3-dimensions สาม-มิติ เกิดจากการเขียนภาพ ด้วยการใช้คอมพิวเตอร์สร้างขึ้นมา และเพิ่มเติมมิติที่สามเข้ามา คือ “แนวลึก” รูปร่างรูปทรงของวัตถุจึงสามารถนำมาจดทะเบียนได้แต่ต้องแสดงให้เห็นถึงลักษณะเฉพาะ ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์พื้นฐานเบื้องต้น (prima facie) ที่จะต้องมีจึงจะมีการรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าได้ ลักษณะบ่งเฉพาะ (distinctive character) อาจกล่าวได้ว่า หมายถึงความเด่นความมีลักษณะพิเศษ ลักษณะเฉพาะของเครื่องหมายการค้า ซึ่งย่อมแตกต่างหรือตรงกันข้ามกับลักษณะสามัญธรรมดา (generic) ตลอดจนไม่เป็นการพรรณนาหรือเล็งลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้า (descriptive or suggestive)
คำพิพากษาของศาลไม่ได้วิเคราะห์ไปถึงเรื่องเครื่องหมายการค้า 3-dimensions สาม-มิติ อย่างชัดเจน ซึ่งไม่ว่าจะด้วยวัตถุประสงค์ใด การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า 3-dimensions สาม-มิติ ก็ยังเป็นอุปสรรคสำหรับกรมทรัพย์สินทางปัญญาในการจัดการกับประเภทของโปรแกรมนี้ รวมถึงรูปแบบของใบคำขอจดทะเบียนที่ต้องมีความแตกต่างจากเดิม และ ครอบคลุมถึงความต้องการที่จะจดทะเบียนแบบ3-dimensions สาม-มิติ ด้วย ถ้าเป็นเช่นนั้นกรมทรัพย์สินทางปัญญาจำเป็นต้องใช้เครื่องหมายที่จะแสดงในหลายมุมมอง หลายปัญหาที่มีอยู่ในกระบวนการในการลงทะเบียนเครื่องหมาย3-dimensions สาม-มิติ จะต้องได้รับการแก้ไข